ข้ามไปเนื้อหาหลัก
ข่าวโลก

สงคราม สหรัฐฯ อิหร่าน: เตือนแล้วนะ! ทุ่ม 12 พันล้านดอลลาร์ แต่ IRGC กลับแกร่งขึ้น

ภาพประกอบบทความเกี่ยวกับ Donald Trump
Photo by mdreza jalali on Unsplash

เรื่องราวของ สงคราม สหรัฐฯ อิหร่าน เป็นบทเรียนที่โลกต้องจดจำอย่างลึกซึ้ง

เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2020 หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ เคยเตือน Donald Trump อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างชัดเจน การทำสงครามกับอิหร่านไม่ใช่ทางออกที่ดีเลย การเผชิญหน้าทางทหารอาจส่งผลให้กองกำลัง Islamic Revolutionary Guard Corps (IRGC) แข็งแกร่งขึ้นอย่างไม่คาดคิด

คำเตือนนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่พุ่งสูงในภูมิภาคตะวันออกกลาง สหรัฐฯ ดำเนินนโยบาย 'แรงกดดันสูงสุด' (Maximum Pressure Campaign) ต่ออิหร่านมาตั้งแต่ปี 2018 มีการส่งกำลังทหารเพิ่มเติมไปยังอ่าวเปอร์เซีย เช่น การส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2019 สหรัฐฯ ยังเพิ่มการคว่ำบาตรต่อภาคส่วนสำคัญของอิหร่านด้วย

แม้สหรัฐฯ จะทุ่มเงินไปแล้วกว่า 12 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 420,000 ล้านบาท) ในการเผชิญหน้าทางทหารเหล่านี้ เงินจำนวนนี้ถูกใช้ไปกับการเสริมกำลังทหาร การปฏิบัติการข่าวกรอง การพัฒนาอาวุธ และการสนับสนุนพันธมิตรในภูมิภาค แต่ผลลัพธ์กลับสวนทางกับที่คาดไว้โดยสิ้นเชิง

แทนที่จะอ่อนแอลง IRGC กลับมีอำนาจและอิทธิพลมากขึ้นในอิหร่าน พวกเขาใช้การถูกโจมตีจากภายนอกเป็นเครื่องมือปลุกระดมชาตินิยมอย่างได้ผล นี่คือการรวมศูนย์อำนาจภายในประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น สถานการณ์นี้หน่วยข่าวกรองเคยคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า

การทุ่มเงินมหาศาลเพื่อทำสงคราม แต่กลับสร้างความแข็งแกร่งให้กับศัตรู เป็นบทเรียนที่สหรัฐฯ ต้องจ่ายแพง และโลกต้องเรียนรู้

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ

IRGC ไม่ใช่แค่ทหารธรรมดา กองกำลังนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 1979 หลังการปฏิวัติอิหร่าน เพื่อปกป้องระบอบอิสลามโดยเฉพาะ พวกเขามีบทบาทสำคัญในการรักษาความมั่นคงภายใน และขยายนโยบายต่างประเทศของอิหร่านอย่างแข็งขัน

ปัจจุบัน IRGC มีบทบาทใหญ่ทั้งในเศรษฐกิจและการเมืองของอิหร่าน พวกเขากุมอำนาจในอุตสาหกรรมสำคัญหลายอย่าง เช่น น้ำมัน ก๊าซ โทรคมนาคม และการก่อสร้าง นอกจากนี้ยังควบคุมเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่ที่สร้างรายได้มหาศาล สหรัฐฯ ได้ขึ้นบัญชีดำ IRGC เป็นองค์กรก่อการร้ายตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2019

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่าอำนาจในอิหร่านกำลังเปลี่ยนมือ จากผู้นำศาสนาไปสู่ IRGC โดยตรง นี่เป็นสัญญาณว่าอิหร่านอาจจะดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าวขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก

Iranian Revolutionary Guard Corps soldiers

IRGC ยังถูกกล่าวหาว่าให้การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค เช่น ฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ฮูตีในเยเมน และกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ในอิรักและซีเรีย เช่น Kata'ib Hezbollah การที่ IRGC แข็งแกร่งขึ้น จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง นั่นหมายถึงความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค ความขัดแย้งอาจรุนแรงกว่าเดิม ผลกระทบนี้จะส่งถึงเสถียรภาพโลกโดยรวม

เมื่อ IRGC แข็งแกร่งขึ้น โลกต้องเตรียมรับมือกับอิหร่านที่ดุดันกว่าเดิม และความไม่แน่นอนในภูมิภาคจะเพิ่มสูงขึ้น นั่นหมายความว่าอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม

แล้วคนไทยได้รับผลกระทบอย่างไร?

แล้วเรื่องราวความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเกี่ยวอะไรกับไทย? อย่าคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว เพราะผลกระทบสามารถส่งตรงถึงกระเป๋าเงินของคนไทยทุกคนได้

ผลกระทบแรกคือ ราคาพลังงาน ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันผันผวนเสมอ ภูมิภาคนี้เป็นแหล่งผลิตน้ำมันดิบที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หากสถานการณ์บานปลาย หรือมีการโจมตีเส้นทางเดินเรือสำคัญ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ หรือการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลแดง ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งขึ้น 10-20% ในเวลาอันสั้น

นั่นหมายความว่าคนไทยต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้นอีก 2-3 บาทต่อลิตรทันที ซึ่งกระทบค่าครองชีพโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ค่าขนส่งสินค้า หรือแม้แต่ราคาอาหารในตลาด การนำเข้าน้ำมันที่แพงขึ้นยังอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้อีกด้วย

อีกอย่างคือ การท่องเที่ยว ความไม่แน่นอนในภูมิภาคนี้ ทำให้คนยุโรปและตะวันออกกลางอาจลังเลที่จะเดินทางท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เป็นตลาดใหญ่ของไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว ถ้าจำนวนนักท่องเที่ยวหายไป 5-10% ก็กระทบรายได้มหาศาลของประเทศ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวโดยตรง เช่น โรงแรม ร้านอาหาร และสายการบิน อาจสูญเสียรายได้หลายหมื่นล้านบาท

ที่น่าสนใจกว่าคือ การลงทุน ความไม่มั่นคงในภูมิภาคอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติชะลอการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงประเทศไทยด้วย นักลงทุนมักจะมองหาความมั่นคง และความขัดแย้งที่ยืดเยื้ออาจทำให้พวกเขาย้ายเงินทุนไปยังสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า นั่นหมายความว่าการลงทุนใหม่ๆ ในไทยอาจลดลง และอาจกระทบต่อการสร้างงานและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

สุดท้ายคือ ห่วงโซ่อุปทานและการค้า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในทะเลแดง ส่งผลให้ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก เรือขนส่งสินค้าต้องอ้อมแอฟริกา นั่นหมายความว่าใช้เวลานานขึ้นและมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น นั่นหมายความว่าสินค้าอุปโภคบริโภคที่ไทยนำเข้าจะมีราคาสูงขึ้น และสินค้าส่งออกของไทยก็อาจแข่งขันได้ยากขึ้นในตลาดโลก

อย่าคิดว่าเรื่องไกลตัว เพราะน้ำมันแพงขึ้น 10% ก็กระทบกระเป๋าเราทุกคนแล้ว และความไม่แน่นอนก็ทำให้เศรษฐกิจไทยต้องระวังตัวมากขึ้น

Lumiq มองว่า:

Consensus บอกว่า: คนส่วนใหญ่เชื่อว่าการใช้กำลังทางทหารคือวิธีเดียวที่จะจัดการกับประเทศที่แข็งกร้าวอย่างอิหร่าน และทำให้ IRGC อ่อนแอลง พวกเขาเชื่อว่าการคว่ำบาตรที่เข้มงวดและการโจมตีที่แม่นยำจะบีบให้อิหร่านต้องยอมจำนน และลดอิทธิพลของ IRGC ในภูมิภาคลงได้ นอกจากนี้ยังมองว่าการแสดงแสนยานุภาพทางทหารเป็นการป้องปรามที่จำเป็น

Lumiq มองต่างยังไง: แต่ Lumiq มองว่านี่คือความคิดที่ผิดพลาดซ้ำซาก การโจมตีทางทหารอาจทำลายโครงสร้างพื้นฐานได้ แต่กลับสร้างความชอบธรรมและรวมศูนย์อำนาจให้ IRGC มากขึ้น พวกเขาใช้การถูกโจมตีจากภายนอกเป็นเครื่องมือปลุกระดมชาตินิยม และดึงประชาชนให้อยู่ข้างตน ทำให้พวกเขากลายเป็นผู้พิทักษ์ประเทศที่แข็งแกร่งกว่าเดิม IRGC ไม่ได้พึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมๆ พวกเขามีเครือข่ายที่ซับซ้อนและกระจายตัว การโจมตีทางทหารจึงมักจะสร้างความเสียหายต่อพลเรือนมากกว่า และยิ่งทำให้ประชาชนชาวอิหร่านรู้สึกว่าถูกคุกคามจากภายนอก ซึ่งเป็นผลดีต่อการรวมอำนาจของ IRGC พวกเขายังเชี่ยวชาญในการทำสงครามแบบอสมมาตร ซึ่งยากต่อการเอาชนะด้วยการทหารแบบดั้งเดิม

Middle East geopolitical map

Timeframe ที่จะพิสูจน์ได้: ภายใน 12-18 เดือนนับจากมีนาคม 2026 เราจะเห็นชัดเจนว่า IRGC จะมีบทบาทสำคัญในการเลือกตั้งประธานาธิบดีอิหร่านครั้งหน้า และอาจผลักดันนโยบายที่แข็งกร้าวขึ้นในภูมิภาค รวมถึงการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธต่างๆ มากขึ้น การเคลื่อนไหวเหล่านี้จะยืนยันว่าการเผชิญหน้าทางทหารไม่ได้ลดทอนอำนาจของ IRGC ลงเลย แต่กลับทำให้พวกเขากลายเป็นผู้เล่นที่ทรงอิทธิพลยิ่งขึ้น

การใช้กำลังกับอิหร่าน ไม่ได้ทำให้ IRGC อ่อนแอลง แต่กลับทำให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้น และโลกต้องรับมือกับผลที่ตามมา ซึ่งอาจไม่ใช่สิ่งที่ใครอยากเห็น

เจาะลึก: IRGC กับอำนาจที่มองไม่เห็น

หลายคนอาจมอง IRGC เป็นเพียงกองกำลังทหาร แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขามีอำนาจที่ซับซ้อนและแผ่ขยายไปทั่วทุกหย่อมหญ้าของอิหร่าน พวกเขาคือรัฐซ้อนรัฐที่มีอิทธิพลเหนือกว่าสถาบันอื่นๆ ในประเทศอย่างแท้จริง

ประวัติและวิวัฒนาการ: IRGC ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 1979 หลังการปฏิวัติอิสลาม เพื่อปกป้องระบอบใหม่จากภัยคุกคามทั้งภายในและภายนอก พวกเขาถูกมองว่าเป็นกองกำลังที่จงรักภักดีต่อผู้นำสูงสุดโดยตรง ไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทำให้มีสถานะพิเศษและอำนาจเหนือกว่ากองทัพปกติ (Artesh) บทบาทของ IRGC โดดเด่นขึ้นอย่างมากในช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก (กันยายน 1980 - สิงหาคม 1988) ซึ่งพวกเขาได้พิสูจน์ความสามารถในการป้องกันประเทศและสร้างความจงรักภักดีจากประชาชน

อาณาจักรเศรษฐกิจ: IRGC ควบคุมเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Khatam al-Anbiya Construction Headquarters ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่ทำโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ โครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ พวกเขามีรายได้มหาศาลจากธุรกิจเหล่านี้ นั่นหมายความว่าพวกเขามีอิสระทางการเงิน และไม่ต้องพึ่งพางบประมาณจากรัฐบาลกลางมากนัก ที่น่าสนใจกว่าคือยังมีการเชื่อมโยงกับมูลนิธิขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น Bonyad-e Mostazafan (Foundation of the Oppressed) และ Bonyad-e Shahid (Martyrs' Foundation) ซึ่งควบคุมธุรกิจหลายพันแห่ง ตั้งแต่การเงิน การเกษตร ไปจนถึงอุตสาหกรรมหนัก

อิทธิพลทางการเมือง: สมาชิก IRGC จำนวนมากดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล รัฐสภา และหน่วยงานราชการต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น อดีตประธานาธิบดี Mahmoud Ahmadinejad ที่เคยเป็นสมาชิก IRGC มาก่อน พวกเขามีเครือข่ายที่แข็งแกร่งในการผลักดันนโยบาย และควบคุมการตัดสินใจที่สำคัญของประเทศ นอกจากนี้ พวกเขายังมีหน่วยข่าวกรองของตัวเองที่ทำงานควบคู่ไปกับหน่วยข่าวกรองของรัฐบาล นั่นหมายความว่าพวกเขามีข้อมูลและอำนาจในการแทรกแซงทางการเมืองอย่างลึกซึ้ง

การควบคุมทางอุดมการณ์และวัฒนธรรม: IRGC ไม่ได้ใช้แค่กำลังทางทหาร แต่ยังใช้การควบคุมทางอุดมการณ์ พวกเขามีหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านวัฒนธรรม การศึกษา และสื่อ เพื่อปลูกฝังแนวคิดปฏิวัติอิสลาม และสร้างความจงรักภักดีต่อระบอบการปกครอง กองกำลัง Basij (Basij Resistance Force) ซึ่งเป็นกองกำลังอาสาสมัครภายใต้ IRGC มีบทบาทสำคัญในการปราบปรามการประท้วงภายในประเทศ และเผยแพร่อุดมการณ์ในระดับรากหญ้า การควบคุมนี้ช่วยให้พวกเขาสามารถระดมพลและสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำของตนเอง

ขีดความสามารถทางทหารและเครือข่ายภูมิภาค: IRGC ได้พัฒนาขีดความสามารถทางทหารของตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการขีปนาวุธพิสัยไกล โดรนโจมตี และกองกำลังทางเรือที่เชี่ยวชาญการรบแบบอสมมาตรในอ่าวเปอร์เซีย นอกจากนี้ กองกำลัง Quds Force ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษของ IRGC ภายใต้การนำของ Qasem Soleimani (ก่อนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2020) มีบทบาทสำคัญในการสร้าง 'แกนแห่งการต่อต้าน' ทั่วตะวันออกกลาง โดยให้การสนับสนุนและฝึกฝนกลุ่มติดอาวุธต่างๆ เพื่อขยายอิทธิพลของอิหร่าน

การที่ IRGC แข็งแกร่งขึ้นภายใต้แรงกดดันจากภายนอก แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ พวกเขาใช้การคว่ำบาตรและการโจมตีเป็นข้ออ้างในการรวมอำนาจ และนำเสนอตัวเองในฐานะผู้พิทักษ์ประเทศจากภัยคุกคามภายนอก ทำให้ประชาชนจำนวนมากมองว่าพวกเขาคือผู้ปกป้องที่แท้จริง

IRGC คือมากกว่ากองทัพ พวกเขาคือศูนย์กลางอำนาจที่ขับเคลื่อนอิหร่าน ทั้งในมิติเศรษฐกิจ การเมือง และอุดมการณ์ การทำความเข้าใจโครงสร้างนี้จึงสำคัญอย่างยิ่งต่อการวิเคราะห์สถานการณ์ในตะวันออกกลาง

สรุป

เรื่องราวของ สงคราม สหรัฐฯ อิหร่าน เป็นบทเรียนสำคัญว่าการใช้กำลังทางทหาร อาจไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการเสมอไป บางครั้งมันกลับสร้างศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าเดิม และนำมาซึ่งความไม่แน่นอนที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก

นี่คือ 3 สิ่งที่คุณต้องจำ:

  • เงิน 12 พันล้านดอลลาร์ ที่สหรัฐฯ ทุ่มไป ไม่ได้การันตีชัยชนะ แต่กลับเสริมอำนาจ IRGC ให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ
  • IRGC กำลังก้าวขึ้นมามีอำนาจสูงสุดในอิหร่าน พวกเขามีอิทธิพลทั้งในเศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร นั่นหมายความว่าภูมิภาคนี้จะตึงเครียดขึ้นกว่าเดิม
  • ไทย ต้องเตรียมรับมือกับราคาน้ำมันที่ผันผวน ผลกระทบต่อการท่องเที่ยว การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานจากการความไม่มั่นคงในตะวันออกกลาง

จับตาดูสถานการณ์ตะวันออกกลางให้ดี เพราะทุกการเคลื่อนไหวมีผลต่อกระเป๋าเงินคุณโดยตรง

⚠️ บทความนี้เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนแต่อย่างใด

#IRGC#กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม#ตะวันออกกลาง#ความขัดแย้ง#ราคาพลังงาน#นโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ#ภูมิรัฐศาสตร์#อิหร่าน#สหรัฐฯ#Donald Trump
รู้สึกอย่างไรกับบทความนี้?

บทความที่เกี่ยวข้อง

data center
ข่าวโลก

ศูนย์ข้อมูล กูเกิล พลังงานหมุนเวียน: AI จะกินไฟมหาศาลแค่ไหน?

Google กำลังวางแผนพลังงานสำหรับ ศูนย์ข้อมูล กูเกิล พลังงาน หมุนเวียนทั่วโลก. AI ที่โตระเบิดจะทำให้แผนนี้ไปรอดไหม? Lumiq มีคำตอบ.

Lumiq4 นาที
Greenland military base
ข่าวโลก

สหรัฐฯ ขยายฐานทัพ Greenland: เดิมพันยุทธศาสตร์อาร์กติก

Pentagon กำลังเจรจาขยายฐานทัพใน Greenland ดินแดน 1.6 ล้าน ตร.กม. หัวใจของยุทธศาสตร์อาร์กติก นี่ไม่ใช่แค่เรื่องทหาร แต่มันคือเกมอำนาจระดับโลก.

Lumiq7 นาที
ภาพประกอบบทความเกี่ยวกับ Donald Trump
ข่าวโลก

ทรัมป์ลั่น! NATO ไม่เอาด้วยสงครามอิหร่าน — จริงหรือแค่เกม?

อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อ้าง NATO ไม่ร่วมรบใน สงครามอิหร่าน แม้เห็นด้วย — นี่คือรอยร้าวในพันธมิตร หรือแค่เกมการเมืองที่ต้องจับตา?

Lumiq7 นาที

สารบัญ