เรื่องราวของ สงคราม สหรัฐฯ อิหร่าน เป็นบทเรียนที่โลกต้องจดจำอย่างลึกซึ้ง
เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2020 หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ เคยเตือน Donald Trump อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างชัดเจน การทำสงครามกับอิหร่านไม่ใช่ทางออกที่ดีเลย การเผชิญหน้าทางทหารอาจส่งผลให้กองกำลัง Islamic Revolutionary Guard Corps (IRGC) แข็งแกร่งขึ้นอย่างไม่คาดคิด
คำเตือนนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่พุ่งสูงในภูมิภาคตะวันออกกลาง สหรัฐฯ ดำเนินนโยบาย 'แรงกดดันสูงสุด' (Maximum Pressure Campaign) ต่ออิหร่านมาตั้งแต่ปี 2018 มีการส่งกำลังทหารเพิ่มเติมไปยังอ่าวเปอร์เซีย เช่น การส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2019 สหรัฐฯ ยังเพิ่มการคว่ำบาตรต่อภาคส่วนสำคัญของอิหร่านด้วย
แม้สหรัฐฯ จะทุ่มเงินไปแล้วกว่า 12 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 420,000 ล้านบาท) ในการเผชิญหน้าทางทหารเหล่านี้ เงินจำนวนนี้ถูกใช้ไปกับการเสริมกำลังทหาร การปฏิบัติการข่าวกรอง การพัฒนาอาวุธ และการสนับสนุนพันธมิตรในภูมิภาค แต่ผลลัพธ์กลับสวนทางกับที่คาดไว้โดยสิ้นเชิง
แทนที่จะอ่อนแอลง IRGC กลับมีอำนาจและอิทธิพลมากขึ้นในอิหร่าน พวกเขาใช้การถูกโจมตีจากภายนอกเป็นเครื่องมือปลุกระดมชาตินิยมอย่างได้ผล นี่คือการรวมศูนย์อำนาจภายในประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น สถานการณ์นี้หน่วยข่าวกรองเคยคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า
การทุ่มเงินมหาศาลเพื่อทำสงคราม แต่กลับสร้างความแข็งแกร่งให้กับศัตรู เป็นบทเรียนที่สหรัฐฯ ต้องจ่ายแพง และโลกต้องเรียนรู้
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ
IRGC ไม่ใช่แค่ทหารธรรมดา กองกำลังนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 1979 หลังการปฏิวัติอิหร่าน เพื่อปกป้องระบอบอิสลามโดยเฉพาะ พวกเขามีบทบาทสำคัญในการรักษาความมั่นคงภายใน และขยายนโยบายต่างประเทศของอิหร่านอย่างแข็งขัน
ปัจจุบัน IRGC มีบทบาทใหญ่ทั้งในเศรษฐกิจและการเมืองของอิหร่าน พวกเขากุมอำนาจในอุตสาหกรรมสำคัญหลายอย่าง เช่น น้ำมัน ก๊าซ โทรคมนาคม และการก่อสร้าง นอกจากนี้ยังควบคุมเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่ที่สร้างรายได้มหาศาล สหรัฐฯ ได้ขึ้นบัญชีดำ IRGC เป็นองค์กรก่อการร้ายตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2019
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่าอำนาจในอิหร่านกำลังเปลี่ยนมือ จากผู้นำศาสนาไปสู่ IRGC โดยตรง นี่เป็นสัญญาณว่าอิหร่านอาจจะดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าวขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก
IRGC ยังถูกกล่าวหาว่าให้การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค เช่น ฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ฮูตีในเยเมน และกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ในอิรักและซีเรีย เช่น Kata'ib Hezbollah การที่ IRGC แข็งแกร่งขึ้น จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง นั่นหมายถึงความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค ความขัดแย้งอาจรุนแรงกว่าเดิม ผลกระทบนี้จะส่งถึงเสถียรภาพโลกโดยรวม
เมื่อ IRGC แข็งแกร่งขึ้น โลกต้องเตรียมรับมือกับอิหร่านที่ดุดันกว่าเดิม และความไม่แน่นอนในภูมิภาคจะเพิ่มสูงขึ้น นั่นหมายความว่าอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม
แล้วคนไทยได้รับผลกระทบอย่างไร?
แล้วเรื่องราวความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเกี่ยวอะไรกับไทย? อย่าคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว เพราะผลกระทบสามารถส่งตรงถึงกระเป๋าเงินของคนไทยทุกคนได้
ผลกระทบแรกคือ ราคาพลังงาน ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันผันผวนเสมอ ภูมิภาคนี้เป็นแหล่งผลิตน้ำมันดิบที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หากสถานการณ์บานปลาย หรือมีการโจมตีเส้นทางเดินเรือสำคัญ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ หรือการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลแดง ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งขึ้น 10-20% ในเวลาอันสั้น
นั่นหมายความว่าคนไทยต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้นอีก 2-3 บาทต่อลิตรทันที ซึ่งกระทบค่าครองชีพโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ค่าขนส่งสินค้า หรือแม้แต่ราคาอาหารในตลาด การนำเข้าน้ำมันที่แพงขึ้นยังอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้อีกด้วย
อีกอย่างคือ การท่องเที่ยว ความไม่แน่นอนในภูมิภาคนี้ ทำให้คนยุโรปและตะวันออกกลางอาจลังเลที่จะเดินทางท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เป็นตลาดใหญ่ของไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว ถ้าจำนวนนักท่องเที่ยวหายไป 5-10% ก็กระทบรายได้มหาศาลของประเทศ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวโดยตรง เช่น โรงแรม ร้านอาหาร และสายการบิน อาจสูญเสียรายได้หลายหมื่นล้านบาท
ที่น่าสนใจกว่าคือ การลงทุน ความไม่มั่นคงในภูมิภาคอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติชะลอการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงประเทศไทยด้วย นักลงทุนมักจะมองหาความมั่นคง และความขัดแย้งที่ยืดเยื้ออาจทำให้พวกเขาย้ายเงินทุนไปยังสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า นั่นหมายความว่าการลงทุนใหม่ๆ ในไทยอาจลดลง และอาจกระทบต่อการสร้างงานและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
สุดท้ายคือ ห่วงโซ่อุปทานและการค้า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในทะเลแดง ส่งผลให้ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก เรือขนส่งสินค้าต้องอ้อมแอฟริกา นั่นหมายความว่าใช้เวลานานขึ้นและมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น นั่นหมายความว่าสินค้าอุปโภคบริโภคที่ไทยนำเข้าจะมีราคาสูงขึ้น และสินค้าส่งออกของไทยก็อาจแข่งขันได้ยากขึ้นในตลาดโลก
อย่าคิดว่าเรื่องไกลตัว เพราะน้ำมันแพงขึ้น 10% ก็กระทบกระเป๋าเราทุกคนแล้ว และความไม่แน่นอนก็ทำให้เศรษฐกิจไทยต้องระวังตัวมากขึ้น
Lumiq มองว่า:
Consensus บอกว่า: คนส่วนใหญ่เชื่อว่าการใช้กำลังทางทหารคือวิธีเดียวที่จะจัดการกับประเทศที่แข็งกร้าวอย่างอิหร่าน และทำให้ IRGC อ่อนแอลง พวกเขาเชื่อว่าการคว่ำบาตรที่เข้มงวดและการโจมตีที่แม่นยำจะบีบให้อิหร่านต้องยอมจำนน และลดอิทธิพลของ IRGC ในภูมิภาคลงได้ นอกจากนี้ยังมองว่าการแสดงแสนยานุภาพทางทหารเป็นการป้องปรามที่จำเป็น
Lumiq มองต่างยังไง: แต่ Lumiq มองว่านี่คือความคิดที่ผิดพลาดซ้ำซาก การโจมตีทางทหารอาจทำลายโครงสร้างพื้นฐานได้ แต่กลับสร้างความชอบธรรมและรวมศูนย์อำนาจให้ IRGC มากขึ้น พวกเขาใช้การถูกโจมตีจากภายนอกเป็นเครื่องมือปลุกระดมชาตินิยม และดึงประชาชนให้อยู่ข้างตน ทำให้พวกเขากลายเป็นผู้พิทักษ์ประเทศที่แข็งแกร่งกว่าเดิม IRGC ไม่ได้พึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมๆ พวกเขามีเครือข่ายที่ซับซ้อนและกระจายตัว การโจมตีทางทหารจึงมักจะสร้างความเสียหายต่อพลเรือนมากกว่า และยิ่งทำให้ประชาชนชาวอิหร่านรู้สึกว่าถูกคุกคามจากภายนอก ซึ่งเป็นผลดีต่อการรวมอำนาจของ IRGC พวกเขายังเชี่ยวชาญในการทำสงครามแบบอสมมาตร ซึ่งยากต่อการเอาชนะด้วยการทหารแบบดั้งเดิม

Timeframe ที่จะพิสูจน์ได้: ภายใน 12-18 เดือนนับจากมีนาคม 2026 เราจะเห็นชัดเจนว่า IRGC จะมีบทบาทสำคัญในการเลือกตั้งประธานาธิบดีอิหร่านครั้งหน้า และอาจผลักดันนโยบายที่แข็งกร้าวขึ้นในภูมิภาค รวมถึงการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธต่างๆ มากขึ้น การเคลื่อนไหวเหล่านี้จะยืนยันว่าการเผชิญหน้าทางทหารไม่ได้ลดทอนอำนาจของ IRGC ลงเลย แต่กลับทำให้พวกเขากลายเป็นผู้เล่นที่ทรงอิทธิพลยิ่งขึ้น
การใช้กำลังกับอิหร่าน ไม่ได้ทำให้ IRGC อ่อนแอลง แต่กลับทำให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้น และโลกต้องรับมือกับผลที่ตามมา ซึ่งอาจไม่ใช่สิ่งที่ใครอยากเห็น
เจาะลึก: IRGC กับอำนาจที่มองไม่เห็น
หลายคนอาจมอง IRGC เป็นเพียงกองกำลังทหาร แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขามีอำนาจที่ซับซ้อนและแผ่ขยายไปทั่วทุกหย่อมหญ้าของอิหร่าน พวกเขาคือรัฐซ้อนรัฐที่มีอิทธิพลเหนือกว่าสถาบันอื่นๆ ในประเทศอย่างแท้จริง
ประวัติและวิวัฒนาการ: IRGC ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 1979 หลังการปฏิวัติอิสลาม เพื่อปกป้องระบอบใหม่จากภัยคุกคามทั้งภายในและภายนอก พวกเขาถูกมองว่าเป็นกองกำลังที่จงรักภักดีต่อผู้นำสูงสุดโดยตรง ไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทำให้มีสถานะพิเศษและอำนาจเหนือกว่ากองทัพปกติ (Artesh) บทบาทของ IRGC โดดเด่นขึ้นอย่างมากในช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก (กันยายน 1980 - สิงหาคม 1988) ซึ่งพวกเขาได้พิสูจน์ความสามารถในการป้องกันประเทศและสร้างความจงรักภักดีจากประชาชน
อาณาจักรเศรษฐกิจ: IRGC ควบคุมเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Khatam al-Anbiya Construction Headquarters ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่ทำโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ โครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ พวกเขามีรายได้มหาศาลจากธุรกิจเหล่านี้ นั่นหมายความว่าพวกเขามีอิสระทางการเงิน และไม่ต้องพึ่งพางบประมาณจากรัฐบาลกลางมากนัก ที่น่าสนใจกว่าคือยังมีการเชื่อมโยงกับมูลนิธิขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น Bonyad-e Mostazafan (Foundation of the Oppressed) และ Bonyad-e Shahid (Martyrs' Foundation) ซึ่งควบคุมธุรกิจหลายพันแห่ง ตั้งแต่การเงิน การเกษตร ไปจนถึงอุตสาหกรรมหนัก
อิทธิพลทางการเมือง: สมาชิก IRGC จำนวนมากดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล รัฐสภา และหน่วยงานราชการต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น อดีตประธานาธิบดี Mahmoud Ahmadinejad ที่เคยเป็นสมาชิก IRGC มาก่อน พวกเขามีเครือข่ายที่แข็งแกร่งในการผลักดันนโยบาย และควบคุมการตัดสินใจที่สำคัญของประเทศ นอกจากนี้ พวกเขายังมีหน่วยข่าวกรองของตัวเองที่ทำงานควบคู่ไปกับหน่วยข่าวกรองของรัฐบาล นั่นหมายความว่าพวกเขามีข้อมูลและอำนาจในการแทรกแซงทางการเมืองอย่างลึกซึ้ง
การควบคุมทางอุดมการณ์และวัฒนธรรม: IRGC ไม่ได้ใช้แค่กำลังทางทหาร แต่ยังใช้การควบคุมทางอุดมการณ์ พวกเขามีหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านวัฒนธรรม การศึกษา และสื่อ เพื่อปลูกฝังแนวคิดปฏิวัติอิสลาม และสร้างความจงรักภักดีต่อระบอบการปกครอง กองกำลัง Basij (Basij Resistance Force) ซึ่งเป็นกองกำลังอาสาสมัครภายใต้ IRGC มีบทบาทสำคัญในการปราบปรามการประท้วงภายในประเทศ และเผยแพร่อุดมการณ์ในระดับรากหญ้า การควบคุมนี้ช่วยให้พวกเขาสามารถระดมพลและสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำของตนเอง
ขีดความสามารถทางทหารและเครือข่ายภูมิภาค: IRGC ได้พัฒนาขีดความสามารถทางทหารของตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการขีปนาวุธพิสัยไกล โดรนโจมตี และกองกำลังทางเรือที่เชี่ยวชาญการรบแบบอสมมาตรในอ่าวเปอร์เซีย นอกจากนี้ กองกำลัง Quds Force ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษของ IRGC ภายใต้การนำของ Qasem Soleimani (ก่อนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2020) มีบทบาทสำคัญในการสร้าง 'แกนแห่งการต่อต้าน' ทั่วตะวันออกกลาง โดยให้การสนับสนุนและฝึกฝนกลุ่มติดอาวุธต่างๆ เพื่อขยายอิทธิพลของอิหร่าน
การที่ IRGC แข็งแกร่งขึ้นภายใต้แรงกดดันจากภายนอก แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ พวกเขาใช้การคว่ำบาตรและการโจมตีเป็นข้ออ้างในการรวมอำนาจ และนำเสนอตัวเองในฐานะผู้พิทักษ์ประเทศจากภัยคุกคามภายนอก ทำให้ประชาชนจำนวนมากมองว่าพวกเขาคือผู้ปกป้องที่แท้จริง
IRGC คือมากกว่ากองทัพ พวกเขาคือศูนย์กลางอำนาจที่ขับเคลื่อนอิหร่าน ทั้งในมิติเศรษฐกิจ การเมือง และอุดมการณ์ การทำความเข้าใจโครงสร้างนี้จึงสำคัญอย่างยิ่งต่อการวิเคราะห์สถานการณ์ในตะวันออกกลาง
สรุป
เรื่องราวของ สงคราม สหรัฐฯ อิหร่าน เป็นบทเรียนสำคัญว่าการใช้กำลังทางทหาร อาจไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการเสมอไป บางครั้งมันกลับสร้างศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าเดิม และนำมาซึ่งความไม่แน่นอนที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก
นี่คือ 3 สิ่งที่คุณต้องจำ:
- เงิน 12 พันล้านดอลลาร์ ที่สหรัฐฯ ทุ่มไป ไม่ได้การันตีชัยชนะ แต่กลับเสริมอำนาจ IRGC ให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ
- IRGC กำลังก้าวขึ้นมามีอำนาจสูงสุดในอิหร่าน พวกเขามีอิทธิพลทั้งในเศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร นั่นหมายความว่าภูมิภาคนี้จะตึงเครียดขึ้นกว่าเดิม
- ไทย ต้องเตรียมรับมือกับราคาน้ำมันที่ผันผวน ผลกระทบต่อการท่องเที่ยว การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานจากการความไม่มั่นคงในตะวันออกกลาง
จับตาดูสถานการณ์ตะวันออกกลางให้ดี เพราะทุกการเคลื่อนไหวมีผลต่อกระเป๋าเงินคุณโดยตรง
⚠️ บทความนี้เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนแต่อย่างใด


