ข้ามไปเนื้อหาหลัก
ข่าวโลก

ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน: ทรัมป์เจอศึกหนัก ทำไมกลยุทธ์เดิมใช้ไม่ได้? ผลกระทบต่อไทย

ภาพประกอบบทความเกี่ยวกับ Donald Trump
Photo by royharryman on Pixabay

ทรัมป์ vs. อิหร่าน: ศึกที่กลยุทธ์เดิมใช้ไม่ได้ ผลกระทบต่อไทย

โดนัลด์ ทรัมป์ เคยโอ้อวดว่าเขาคือ "สุดยอดนักเจรจา" ที่สามารถดีลได้ทุกเรื่อง. แต่มีอยู่ประเทศเดียวที่ทำให้เขาต้องปวดหัวหนัก. นั่นคือ อิหร่าน ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน เป็นประเด็นร้อนระอุ. Axios สื่อใหญ่ของสหรัฐฯ รายงานว่านี่คือครั้งแรกที่ทรัมป์ใช้กลยุทธ์เดิมๆ ไม่ได้ผลเลย. สถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองระหว่างประเทศเท่านั้น. มันกระทบตลาดน้ำมันโลกโดยตรง และส่งผลถึงกระเป๋าเงินของคนไทยทุกคน.

นี่คือศึกที่ทรัมป์เจอคู่ปรับที่แข็งแกร่งกว่าที่เขาเคยเจอมา. อิหร่านไม่ได้เล่นตามกฎที่ทรัมป์คุ้นเคย. ผลลัพธ์คือความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น. และส่งผลกระทบถึงค่าครองชีพคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้. เราทุกคนจึงต้องจับตาดูสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด.

เกิดอะไรขึ้น: เมื่อกลยุทธ์ “ดีล” ของทรัมป์เจอทางตัน

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในปี 2018 เดือนพฤษภาคม. สหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ ได้ประกาศถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน (JCPOA). ข้อตกลงประวัติศาสตร์นี้ถูกทำขึ้นในปี 2015. อิหร่านยอมจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของตน. แลกกับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากนานาชาติ. การถอนตัวครั้งนั้นเป็นการพลิกโฉมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอย่างสิ้นเชิง. และทำให้สถานการณ์กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง.

ทรัมป์กลับมาใช้มาตรการ "กดดันสูงสุด" ด้วยการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น. มาตรการเหล่านี้พุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมน้ำมันและการเงินของอิหร่านโดยตรง. ทำให้รายได้จากการส่งออกน้ำมันของอิหร่านลดลงอย่างฮวบฮาบ. นั่นหมายความว่าเศรษฐกิจอิหร่านได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง. กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า GDP ของอิหร่านลดลงกว่า 10% ในปี 2019. เหมือนเศรษฐกิจประเทศขนาดกลางหยุดชะงักไปหลายปี. อิหร่านสูญเสียรายได้จากน้ำมันไปหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือหลายแสนล้านบาทต่อปี.

อิหร่านไม่ได้นิ่งเฉย. พวกเขาตอบโต้ด้วยวิธีต่างๆ เพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจ. เช่น การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียเมื่อเดือนพฤษภาคม 2019. รวมถึงการยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพสหรัฐฯ ในอิรักเมื่อเดือนมกราคม 2020. เหตุการณ์เหล่านี้สร้างความกังวลไปทั่วโลก. บริษัทเดินเรือต้องเพิ่มความระมัดระวังอย่างมาก. ค่าประกันภัยการขนส่งสินค้าในภูมิภาคก็พุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด. นั่นหมายถึงต้นทุนการค้าโลกเพิ่มขึ้น. และอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก.

สถานการณ์ยิ่งบานปลายและตึงเครียดถึงขีดสุดเมื่อเดือนมกราคม 2020. สหรัฐฯ ได้สังหารนายพล Qassem Soleimani. นายพลคนนี้เป็นผู้บัญชาการคนสำคัญของกองกำลัง Quds Force ของอิหร่าน. การกระทำนี้ถูกมองว่าเป็นการยกระดับความขัดแย้งอย่างมาก. นั่นหมายความว่าความสัมพันธ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก. และเพิ่มความเสี่ยงของการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรง. โลกจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด. และกังวลว่าอาจเกิดสงครามใหญ่ขึ้นได้.

"Axios ชี้ว่า 'นี่คือความท้าทายครั้งสำคัญที่ทรัมป์ไม่สามารถแก้ไขได้ง่ายๆ ด้วยการด้นสดหรือการเจรจาเหมือนที่เคยทำมา'"

US Iran conflict tensions

ทำไมอิหร่านถึงเป็นคู่ปรับที่ต่างออกไป?

ทรัมป์เคยประสบความสำเร็จกับการเจรจาแบบ “Deal of the Century” กับหลายประเทศ. เขามักใช้การกดดันอย่างหนัก. เพื่อบีบให้คู่กรณีมาเจรจา. แต่กับอิหร่าน กลยุทธ์นี้กลับไม่เป็นผลเลย. อิหร่านไม่ยอมเล่นตามเกมของทรัมป์. พวกเขาแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งที่แตกต่างออกไป.

อิหร่านมีอุดมการณ์ที่แข็งแกร่งกว่าแค่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ. พวกเขามีความเชื่อมั่นในหลักการปฏิวัติอิสลามอย่างแรงกล้า. ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของรัฐบาลปัจจุบัน. ความไม่ไว้วางใจสหรัฐฯ ฝังรากลึกมานานหลายทศวรรษ. ตั้งแต่วิกฤตตัวประกันอิหร่านในปี 1979 เดือนพฤศจิกายน. เหตุการณ์นั้นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ. นั่นหมายความว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศตกต่ำลงอย่างมาก. และไม่เคยกลับมาเป็นปกติเลยจนถึงทุกวันนี้.

การคว่ำบาตรไม่ได้ทำให้พวกเขายอมอ่อนข้อ. กลับกัน มันยิ่งทำให้ชาวอิหร่านรู้สึกถูกรุกรานและไม่ได้รับความเป็นธรรม. พวกเขาจึงยิ่งแข็งข้อและรวมตัวกันมากขึ้นเพื่อต่อต้าน. นี่คือสิ่งที่ทรัมป์อาจประเมินผิดไป. อิหร่านมองว่าการยอมแพ้คือการเสียศักดิ์ศรีและอธิปไตยของชาติ. พวกเขาพร้อมจะสู้เพื่อสิ่งนี้. แม้จะต้องเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจ.

ที่น่าสนใจกว่าคือ อิหร่านยังมีความสามารถในการพึ่งพาตนเองสูง. พวกเขาพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง. เพื่อลดการพึ่งพาภายนอก. เช่น การผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติใช้เอง. รวมถึงการสร้างเครือข่ายพันธมิตรในภูมิภาค. เช่น กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน. กลุ่มฮูตีในเยเมน และกลุ่มติดอาวุธในอิรัก. สิ่งเหล่านี้ทำให้การกดดันจากภายนอกทำได้ยากขึ้น. อิหร่านมีภูมิคุ้มกันต่อแรงกดดันภายนอกสูง. และสามารถสร้างความปั่นป่วนในภูมิภาคได้.

"ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางระบุว่า 'อิหร่านมีประวัติศาสตร์ยาวนานในการต้านทานการแทรกแซงจากภายนอก และจะไม่ยอมจำนนง่ายๆ ต่อแรงกดดันทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว'"

เจาะลึก: อุดมการณ์อิหร่าน vs. กลยุทธ์ทรัมป์

ความแตกต่างพื้นฐานระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านคือเรื่องของปรัชญาการเมืองและโลกทัศน์. ทรัมป์มองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องของการทำธุรกิจ. เขาเชื่อว่าการกดดันทางเศรษฐกิจอย่างหนักจะนำไปสู่การเจรจาที่ดีกว่า. เป้าหมายคือการได้ “ดีล” ที่เป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับสหรัฐฯ. เขาต้องการผลลัพธ์ที่จับต้องได้และรวดเร็ว.

แต่สำหรับอิหร่าน โดยเฉพาะผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี. พวกเขามองว่าการต่อต้านสหรัฐฯ คือหลักการสำคัญของการปฏิวัติอิสลาม. และเป็นหัวใจของอัตลักษณ์ชาติ. การยอมอ่อนข้อต่อ “มหาอำนาจปีศาจ” อย่างสหรัฐฯ. นั่นหมายความว่าเป็นการทรยศต่ออุดมการณ์ของชาติ. และเป็นการบ่อนทำลายความชอบธรรมของระบอบการปกครอง. นี่คือจุดยืนที่แข็งแกร่งและไม่สามารถประนีประนอมได้ง่ายๆ ของอิหร่าน.

อิหร่านได้เรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีตอย่างเจ็บปวด. พวกเขาเห็นว่าการยอมทำตามข้อเรียกร้องของชาติตะวันตก. มักจะไม่นำมาซึ่งความมั่นคงในระยะยาว. และมักจะถูกหักหลังในภายหลัง. ตัวอย่างที่ชัดเจนคือข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ที่สหรัฐฯ ถอนตัวในภายหลัง. สิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำความไม่ไว้วางใจที่มีอยู่เดิม. และทำให้พวกเขาระมัดระวังมากขึ้นในการเจรจากับชาติตะวันตก.

กลยุทธ์ของอิหร่านจึงเน้นการสร้างความสามารถในการป้องกันตนเอง. และการขยายอิทธิพลในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง. เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและปกป้องผลประโยชน์ของตน. การคว่ำบาตรยิ่งทำให้พวกเขาแข็งกร้าวขึ้น. และหันไปพึ่งพาพันธมิตรที่ไม่ใช่ตะวันตกมากขึ้น. เช่น จีนและรัสเซีย. ซึ่งเป็นประเทศที่มีผลประโยชน์ร่วมกันในการท้าทายอำนาจของสหรัฐฯ. นี่คือสิ่งที่ทรัมป์อาจมองข้ามไป. อิหร่านมีทางเลือกอื่นเสมอ. และไม่จำเป็นต้องง้อสหรัฐฯ.

"นักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศชี้ว่า 'กลยุทธ์ของทรัมป์ที่เน้นการบีบทางเศรษฐกิจ ไม่ได้คำนึงถึงมิติทางอุดมการณ์ที่ฝังรากลึกในสังคมอิหร่าน ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลังกว่าผลประโยชน์ทางวัตถุ'"

Iran flag and US flag with tension symbols

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับคุณ?

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกโดยตรง. ภูมิภาคนี้เป็นแหล่งผลิตน้ำมันดิบสำคัญของโลก. น้ำมันดิบโลกกว่า 20% มาจากตะวันออกกลาง. คิดเป็นประมาณ 1 ใน 5 ของอุปทานทั้งหมด. ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก. มีเรือบรรทุกน้ำมันผ่านกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน. นี่เทียบเท่ากับน้ำมันที่จีนใช้ทั้งหมดใน 1 วัน. หรือประมาณ 20% ของการบริโภคน้ำมันทั่วโลก. หากช่องแคบนี้ถูกปิดกั้น. จะส่งผลกระทบมหาศาลต่อเศรษฐกิจโลก.

ความไม่แน่นอนทางการเมืองทำให้ตลาดกังวลอย่างมาก. หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน. เช่น การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันอีกครั้ง. หรือการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือสำคัญ. ราคาน้ำมันจะผันผวนและมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว. ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมองว่าสถานการณ์ซับซ้อน. และอาจบานปลายได้ทุกเมื่อ. โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่มีช่องทางการสื่อสารที่ชัดเจนระหว่างคู่ขัดแย้ง.

มันไม่ใช่แค่เรื่องการทหารเท่านั้น. แต่เป็นเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน. ความตึงเครียดนี้ยังส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งสินค้าทั่วโลก. บริษัทประกันภัยอาจขึ้นเบี้ยประกันสำหรับเรือที่ผ่านภูมิภาคนี้อย่างมหาศาล. นั่นหมายความว่าต้นทุนการนำเข้าและส่งออกสินค้าจะเพิ่มขึ้น. ซึ่งสุดท้ายก็ตกเป็นภาระของผู้บริโภค. ทำให้สินค้าแพงขึ้น. และอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก.

การแก้ไขสถานการณ์นี้ต้องใช้แนวทางที่รอบคอบและยั่งยืนกว่า. ไม่ใช่แค่การเจรจาแบบฉาบฉวย หรือการใช้กำลังเพียงอย่างเดียว. ผลกระทบอาจลามไปถึงการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ด้วย. นักลงทุนอาจหลีกเลี่ยงภูมิภาคที่มีความเสี่ยงสูง. และมองหาแหล่งลงทุนที่ปลอดภัยกว่า. นี่คือความท้าทายระดับโลกที่ต้องการความร่วมมือจากหลายฝ่าย.

"นักวิเคราะห์พลังงานคาดว่า 'ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะทำให้ราคาน้ำมันผันผวนและอาจพุ่งสูงขึ้นในระยะสั้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้'"

global oil supply chain map

แล้วประเทศไทยล่ะ ได้รับผลกระทบยังไง?

ผลกระทบแรกที่เห็นชัดเจนที่สุดคือ ราคาน้ำมัน ที่อาจสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว. ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 80% ของที่ใช้ทั้งหมด. ซึ่งส่วนใหญ่มาจากตะวันออกกลาง. หากราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้น. ค่าครองชีพคนไทยก็จะแพงขึ้นตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้. นี่คือเรื่องที่กระทบกระเป๋าเงินทุกคนโดยตรง. ตั้งแต่ค่าเดินทางไปทำงาน. ค่าขนส่งสินค้า. ไปจนถึงค่าอาหารในชีวิตประจำวัน.

ค่าขนส่งสินค้าจะแพงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ. ลองคิดดูว่าถ้าดีเซลขึ้น 2 บาทต่อลิตร. ค่าขนส่งสินค้าอาจแพงขึ้น 5-10%. นั่นหมายถึงราคาอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคก็จะปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย. ภาระตกอยู่กับผู้บริโภคโดยตรง. และอาจทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นด้วย. ซึ่งจะบั่นทอนกำลังซื้อของประชาชน. นี่คือผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้. และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่.

ภาคการผลิตและภาคบริการก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก. ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นทำให้กำไรของธุรกิจลดลง. บางธุรกิจอาจต้องปรับขึ้นราคาขายสินค้าและบริการ. หรือลดการผลิตลงเพื่อควบคุมต้นทุน. โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานมาก. เช่น โรงงานปิโตรเคมี. โรงไฟฟ้า. หรือแม้แต่ภาคเกษตรที่ต้องใช้น้ำมันในการขนส่งผลผลิต. ทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง.

ความขัดแย้งยังส่งผลต่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ. หากสถานการณ์บานปลายจนเกิดสงครามขนาดใหญ่. การลงทุนจากต่างประเทศอาจชะลอตัวลงอย่างมาก. รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่อาจได้รับผลกระทบ. นักท่องเที่ยวอาจกังวลเรื่องความปลอดภัยในการเดินทาง. พวกเขาอาจเลี่ยงการเดินทางไปภูมิภาคใกล้เคียง. ซึ่งรวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย. เศรษฐกิจไทยอาจชะลอตัว. และการฟื้นตัวหลังวิกฤตอาจเป็นไปได้ยากขึ้น.

รัฐบาลไทยอาจต้องพิจารณามาตรการช่วยเหลือประชาชน. เช่น การตรึงราคาน้ำมันดีเซล. หรือการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันชั่วคราว. เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน. แต่มาตรการเหล่านี้ก็มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ. และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว. รัฐบาลต้องชั่งน้ำหนักให้ดี. และวางแผนรับมืออย่างรอบคอบ.

หากความขัดแย้งบานปลาย 'คนไทยอาจต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้น 5-10 บาทต่อลิตรในเวลาอันสั้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพอย่างรุนแรง'

Lumiq มองว่า:

Consensus ทั่วไปบอกว่าทรัมป์แค่ใช้ไม้แข็งกับอิหร่าน. เพื่อกดดันให้พวกเขากลับมาเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ใหม่ที่สหรัฐฯ ต้องการ. หลายคนคิดว่าอิหร่านจะยอมอ่อนข้อเมื่อเศรษฐกิจถูกบีบหนักๆ. พวกเขามองว่าอิหร่านไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมทำตามข้อเรียกร้อง. และทรัมป์จะชนะเกมนี้ในที่สุด. นี่คือมุมมองที่นักวิเคราะห์และสื่อกระแสหลักหลายคนเชื่อ.

แต่ Lumiq มองต่างออกไป. เราเชื่อว่าทรัมป์ประเมินอิหร่านต่ำไปมาก. อิหร่านไม่ได้กลัวการคว่ำบาตรเท่าที่คิด. พวกเขามีความอดทนสูงต่อความยากลำบาก. และมีเครือข่ายพันธมิตรในภูมิภาคที่แข็งแกร่ง. ซึ่งช่วยให้พวกเขาสามารถต้านทานแรงกดดันจากภายนอกได้. กลยุทธ์ “Deal-making” ของทรัมป์ใช้ไม่ได้กับประเทศที่มีอุดมการณ์นำหน้าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ. อิหร่านมองว่าการยืนหยัดคือการรักษาศักดิ์ศรีและอธิปไตยของชาติ. พวกเขาพร้อมจะอดทนเพื่อสิ่งนี้. นี่คือความแตกต่างที่สำคัญ. และเป็นจุดที่ทรัมป์พลาดไป.

ภายใน 6-12 เดือนข้างหน้า เราจะเห็นชัดเจนว่ามุมมองนี้ถูกไหม. ถ้าอิหร่านยังคงเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์ต่อไป. และสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง. แม้จะถูกกดดันจากชาติตะวันตกมากขึ้น. นั่นจะพิสูจน์ว่ากลยุทธ์กดดันอย่างเดียวไม่เพียงพอ. และอาจต้องหาวิธีการใหม่ๆ ในการรับมือ. เช่น การเจรจาผ่านตัวกลางที่น่าเชื่อถือ. หรือการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้มากกว่าเดิม. รวมถึงการยอมรับบทบาทของอิหร่านในภูมิภาคมากขึ้น. เราต้องจับตาดูสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด.

Lumiq ฟันธงว่า 'ทรัมป์ประเมินความแข็งแกร่งทางอุดมการณ์ของอิหร่านต่ำไป และกลยุทธ์เจรจาแบบเดิมๆ จะไม่ประสบผลสำเร็จในการบีบให้อิหร่านยอมจำนน'

สรุป

  • ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน เป็นศึกอุดมการณ์ที่ซับซ้อนและมีรากฐานทางประวัติศาสตร์ยาวนาน. ไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองทั่วไปที่สามารถจบลงด้วยการเจรจาแบบธุรกิจ.
  • กลยุทธ์กดดันและเจรจาแบบเดิมๆ ของทรัมป์ไม่เวิร์กกับอิหร่าน. เพราะอิหร่านมีจุดยืนที่แข็งแกร่ง. และมีความสามารถในการพึ่งพาตนเองสูง. รวมถึงเครือข่ายพันธมิตรในภูมิภาค.
  • จับตาราคาน้ำมันโลกอย่างใกล้ชิด. นั่นส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพคนไทย. ตั้งแต่ค่าเดินทางไปจนถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค. ทุกคนต้องเตรียมรับมือกับความผันผวน.
  • การแก้ไขสถานการณ์ต้องใช้แนวทางที่รอบคอบและยั่งยืน. และเข้าใจบริบททางอุดมการณ์ของอิหร่านมากขึ้น. การเจรจาต้องมีมิติที่ลึกซึ้งกว่าเดิม. และอาจต้องใช้ตัวกลางที่น่าเชื่อถือ.

คุณคิดว่าทรัมป์จะเปลี่ยนกลยุทธ์ไหม? หรืออิหร่านจะยอมอ่อนข้อในที่สุด? มาร่วมแสดงความคิดเห็นกัน!

⚠️ บทความนี้เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนแต่อย่างใด

#ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน#ทรัมป์#ราคาน้ำมัน#ตะวันออกกลาง#ภูมิรัฐศาสตร์#ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน#ค่าครองชีพ
รู้สึกอย่างไรกับบทความนี้?

บทความที่เกี่ยวข้อง

solar flare geomagnetic storm space weather earth impact
ข่าวโลก

พายุสุริยะระดับ 'รุนแรง' กำลังมา: ทำไมคุณต้องรู้เรื่องนี้?

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2026 โลกได้เผชิญกับ พายุสุริยะ ครั้งใหญ่สุดในรอบ 2 เดือน. มันไม่ใช่แค่เรื่องวิทยาศาสตร์ แต่มันกระทบเงินในกระเป๋าคุณโดยตรง.

Lumiq5 นาที
LNG terminal energy market Asia energy demand global LNG infrastructure investment
ข่าวโลก

Shell ฟันธง: LNG demand forecast พุ่ง 68% ในเอเชีย — ใครไม่เตรียมตัว มีหนาวแน่!

Shell คาดการณ์ LNG demand forecast ทั่วโลกจะพุ่ง 68% ภายในปี 2040 โดยเอเชียคือตัวขับเคลื่อนหลัก Lumiq ชี้ค่าไฟไทยอาจแพงขึ้น เตรียมรับมือกับคลื่นพลังงานลูกใหม่!

Lumiq10 นาที
ภาพประกอบบทความเกี่ยวกับ Donald Trump
ข่าวโลก

ทรัมป์แถลงข่าว 16 มี.ค. 2026: ผู้นำสหรัฐฯ พูดอะไร?

โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตผู้นำสหรัฐฯ ทรัมป์แถลงข่าว เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2026. ทั่วโลกจับตาประเด็นร้อนที่อาจเขย่าการเมืองโลกและเศรษฐกิจไทย.

Lumiq7 นาที

สารบัญ