ดีลภาษีสหรัฐฯ-จีน: มูลค่า 690,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 25 ล้านล้านบาท) กำลังจะเปลี่ยนเกมการค้าโลก
การเจรจาเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2024 นี้ โฟกัสไปที่การขยายมาตรการผ่อนปรนภาษี
ฟังดูเป็นเรื่องไกลตัว? มันกระทบเงินในกระเป๋าเราโดยตรง ทั้งค่าเงินบาทและโอกาสส่งออกของไทย
การเจรจาความสัมพันธ์ทางการค้าครั้งนี้จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกคนควรจับตา
เกิดอะไรขึ้น
เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2024 การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนรอบสองได้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ
การหารือครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าที่ยืดเยื้อมานานหลายปี
จีนประกาศว่าการหารือเน้นไปที่การขยายมาตรการผ่อนปรนภาษีระหว่างสองประเทศ
นี่คือความพยายามลดความตึงเครียดทางการค้าที่ยืดเยื้อมานานหลายปี โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2018 ที่สหรัฐฯ เริ่มใช้มาตรการภาษีกับสินค้าจีน
รัฐบาลทรัมป์ในขณะนั้นตั้งกำแพงภาษีมหาศาล เพื่อตอบโต้การขาดดุลการค้ามหาศาลและปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ
ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เก็บภาษีเฉลี่ย 19% จากสินค้าจีน ซึ่งเท่ากับเกือบ 1 ใน 5 ของราคาสินค้า
ส่วนจีนเก็บภาษีเฉลี่ย 8% จากสินค้าสหรัฐฯ หรือเกือบ 1 ใน 10 ของราคาสินค้า
การเจรจาครั้งนี้จึงเป็นความพยายามหาทางออกชั่วคราว เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
มาตรการผ่อนปรนภาษีที่กำลังพิจารณาครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไปจนถึงเครื่องจักรกล
การขยายเวลาผ่อนปรนนี้จะช่วยลดต้นทุนนำเข้าให้กับบริษัทสหรัฐฯ
นั่นหมายความว่าแรงกดดันด้านราคาให้กับผู้บริโภคโดยตรงจะลดลงด้วย
การผ่อนปรนภาษีนี้ยังช่วยให้บริษัทต่างๆ มีเวลาปรับตัวและวางแผนห่วงโซ่อุปทานใหม่
มันช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาและเพิ่มความมั่นคงในการผลิต
นักวิเคราะห์มองว่านี่เป็นสัญญาณบวกเล็กๆ ในความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน
Reuters รายงานว่า การเจรจาครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณเชิงบวก แต่ยังต้องจับตาผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและข้อตกลงที่ชัดเจนในอนาคต https://www.reuters.com/business/us-china-trade-talks-may-2024/
ทำไมสำคัญ
ดีลนี้สำคัญกับเศรษฐกิจโลกมาก มูลค่าการค้ารวมปี 2023 สูงกว่า 690,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 25 ล้านล้านบาท)
การผ่อนปรนภาษีจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ถ้าภาษีลดลง สินค้าจะไหลเวียนคล่องตัวขึ้น ต้นทุนการผลิตของบริษัทใหญ่ๆ ก็จะลดลงด้วย
นั่นหมายความว่าราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอาจไม่สูงขึ้นมากนัก ช่วยบรรเทาภาวะเงินเฟ้อที่หลายประเทศกำลังเผชิญ
ความสัมพันธ์ทางการค้าของสองประเทศนี้ซับซ้อนมาตั้งแต่ปี 2018
ตอนนั้นรัฐบาลทรัมป์เริ่มตั้งกำแพงภาษีมหาศาลกับสินค้าจีน หวังจะลดการขาดดุลการค้าและปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ
แต่ผลคือกระทบห่วงโซ่อุปทานโลกไปหมด ทำให้ต้นทุนสินค้าแพงขึ้นและผู้บริโภคต้องแบกรับภาระ
การเจรจาครั้งนี้จึงเป็นความพยายามหาจุดสมดุลใหม่ ก่อนที่ความตึงเครียดจะบานปลายไปมากกว่านี้
นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศมองว่า นี่อาจเป็นแค่การซื้อเวลา
เพราะเทรนด์ใหญ่คือการย้ายฐานผลิตออกจากจีนอย่างต่อเนื่อง
บริษัทต่างๆ กำลังลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางการค้าและต้นทุนแรงงานในจีนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
การผ่อนปรนภาษีชั่วคราวอาจไม่เปลี่ยนเทรนด์นี้ได้ทั้งหมด
การเจรจานี้อาจเป็นเพียงการประวิงเวลา เพื่อจัดการกับแรงกดดันภายในประเทศของทั้งสองฝ่าย

ที่น่าสนใจกว่าคือการเจรจาครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน 2024
การลดความตึงเครียดทางการค้าอาจเป็นผลดีต่อคะแนนนิยมของพรรคที่กำลังหาเสียง
มันแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลพยายามดูแลเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน
Bloomberg ชี้ว่า การเจรจาครั้งนี้อาจเป็นแค่การประวิงเวลา ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะมาถึงในเดือนพฤศจิกายน 2024 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่ง https://www.bloomberg.com/news/articles/us-china-trade-talks-election-2024/
แล้วคนไทยล่ะ?
ไทยได้รับผลกระทบโดยตรงแน่นอน ถ้าการค้าสหรัฐฯ-จีนคล่องตัวขึ้น
ภาคการส่งออกของไทยจะได้อานิสงส์ในระยะสั้น เพราะการค้าโลกโดยรวมจะดีขึ้น
สินค้าไทยอาจส่งออกไปตลาดอื่นได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของจีน
เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และยางพารา ความต้องการสินค้าเหล่านี้จากไทยอาจเพิ่มขึ้น
แต่ในระยะยาว ต้องระวังการแข่งขันที่สูงขึ้น
สินค้าจีนอาจเข้าตลาดสหรัฐฯ ได้ง่ายขึ้น ทำให้สินค้าไทยต้องเจอคู่แข่งที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน ผู้ประกอบการไทยจึงต้องเร่งปรับตัว
พัฒนาสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่ม และมองหาตลาดใหม่ๆ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดเดิมมากเกินไป
อีกมุมคือค่าเงินบาท ถ้าเศรษฐกิจโลกผ่อนคลาย เงินทุนอาจไหลกลับเข้าตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย
นั่นหมายความว่าค่าเงินบาทแข็งขึ้นได้ ซึ่งเป็นผลดีต่อการนำเข้าสินค้าและลดภาระหนี้ต่างประเทศ
แต่ถ้าดีลนี้ล้มเหลว ความไม่แน่นอนจะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงอีก
นั่นหมายความว่าต้นทุนนำเข้าสินค้าและพลังงานโดยตรงจะสูงขึ้น
นักวิเคราะห์จากธนาคารแห่งประเทศไทยบอกว่า การเจรจานี้ช่วยลดความเสี่ยงด้านการค้า
และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นผลดีต่อไทยในภาพรวม
ภาคการท่องเที่ยวของไทยก็อาจได้รับอานิสงส์เช่นกัน
เมื่อเศรษฐกิจโลกมีเสถียรภาพมากขึ้น นักท่องเที่ยวก็มีความมั่นใจในการเดินทางมากขึ้น
นั่นหมายความว่ารายได้จากการท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้น ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศได้อีกทางหนึ่ง
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจไทยคาดการณ์ว่า หากดีลภาษีนี้ช่วยลดความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ ค่าเงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นได้ประมาณ 0.5-1% ในระยะสั้น แต่ต้องจับตาปัจจัยอื่นร่วมด้วย https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-research/article/us-china-trade-impact-thailand.html
เจาะลึก: การย้ายฐานการผลิต เทรนด์ที่เปลี่ยนเกมการค้าโลก
แม้ดีลภาษีสหรัฐฯ-จีนจะช่วยผ่อนคลายสถานการณ์ชั่วคราว
แต่เทรนด์ใหญ่ที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าการค้าโลกคือ "การย้ายฐานการผลิต" หรือ Supply Chain Diversification
บริษัทข้ามชาติจำนวนมาก โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ และยุโรป กำลังมองหาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากจีน
เหตุผลหลักคือความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
รวมถึงต้นทุนแรงงานในจีนที่สูงขึ้น และความต้องการสร้างความยืดหยุ่นให้กับห่วงโซ่อุปทานหลังวิกฤตโควิด-19
ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และไทย กำลังได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตนี้
บริษัทเหล่านี้กำลังลงทุนสร้างโรงงานใหม่ หรือขยายกำลังการผลิตในประเทศเหล่านี้ เพื่อลดการพึ่งพาจีนเพียงแห่งเดียว
นั่นหมายความว่าแม้ภาษีจะลดลงชั่วคราว
แต่การตัดสินใจลงทุนระยะยาวของบริษัทใหญ่ๆ จะยังคงมุ่งเน้นไปที่การกระจายความเสี่ยง
การผ่อนปรนภาษีจึงเป็นเพียงการ "ซื้อเวลา" ให้กับบริษัทเหล่านี้ในการปรับตัว
ไม่ใช่การกลับไปลงทุนในจีนอย่างเต็มรูปแบบเหมือนเดิม
นี่คือโอกาสสำคัญสำหรับไทยในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ
โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
การเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย
รัฐบาลไทยต้องมีนโยบายที่ชัดเจนและจูงใจ เพื่อดึงดูดการลงทุนเหล่านี้ให้เข้ามาในประเทศ
การพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ๆ ก็เป็นสิ่งจำเป็น
รายงานจาก Nikkei Asia ระบุว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) ในกลุ่มประเทศอาเซียนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงเทรนด์การย้ายฐานการผลิตที่ชัดเจน https://asia.nikkei.com/Economy/ASEAN-FDI-surge-2024/
Lumiq มองว่า:
Consensus บอกว่าการเจรจานี้เป็นสัญญาณดีที่ช่วยลดความตึงเครียดทางการค้า
และอาจนำไปสู่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในภาพรวม
Lumiq มองว่ามันเป็นแค่การ 'ซื้อเวลา' ของทั้งสองฝ่าย
สหรัฐฯ ต้องการลดแรงกดดันเงินเฟ้อก่อนเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนพฤศจิกายน 2024
จีนก็ต้องการเวลาปรับโครงสร้างเศรษฐกิจตัวเองที่กำลังชะลอตัว
ดีลนี้ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก เช่น ประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา การอุดหนุนจากรัฐบาล หรือการแข่งขันด้านเทคโนโลยี
แต่แค่ผ่อนปรนอาการชั่วคราว เหมือนกินยาแก้ปวด ไม่ได้รักษาต้นเหตุของความขัดแย้งทางการค้าที่แท้จริง
ภายใน 6-12 เดือนข้างหน้า เราจะรู้ว่าใครถูก
ถ้าสหรัฐฯ ยังคงกดดันจีนเรื่องเทคโนโลยีหนักขึ้น โดยเฉพาะการจำกัดการเข้าถึงชิปและ AI
และบริษัทตะวันตกยังคงย้ายฐานผลิตออกจากจีนต่อเนื่อง
นั่นแปลว่าดีลนี้เป็นแค่ฉากหน้า ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงนโยบายเชิงลึก
นักลงทุนควรเตรียมพร้อมสำหรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อปัจจัยเหล่านี้ชัดเจนขึ้น
การลงทุนในสินทรัพย์ที่กระจายความเสี่ยงและมีความยืดหยุ่นสูงจึงเป็นสิ่งสำคัญ
Lumiq มองว่าดีลภาษีนี้เป็นแค่การ 'พักรบ' ชั่วคราว ไม่ใช่การ 'สงบศึก' ที่แท้จริง และนักลงทุนควรเตรียมพร้อมสำหรับความผันผวนในระยะยาว https://www.lumiq.ai/insights/us-china-trade-analysis-2024/
สรุป
- การค้าสหรัฐฯ-จีน ได้ข้อตกลงผ่อนปรนภาษีชั่วคราว มูลค่ากว่า 690,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 25 ล้านล้านบาท) ในเดือนพฤษภาคม 2024
- ดีลนี้ช่วยลดความตึงเครียดในระยะสั้น และอาจหนุนการส่งออกของไทย แต่ปัญหาใหญ่เชิงโครงสร้างยังคงอยู่
- ไทยได้ประโยชน์ระยะสั้นจากการส่งออก แต่ต้องระวังการแข่งขันระยะยาว และผลกระทบต่อค่าเงินบาทที่ผันผวน
- นี่คือการซื้อเวลาของทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน และเทรนด์การย้ายฐานการผลิตยังคงดำเนินต่อไป
ติดตามข่าวสารการค้าโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนการเงินและการลงทุนของคุณ อย่าพลาดทุกความเคลื่อนไหวสำคัญกับ Lumiq AI
⚠️ บทความนี้เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนแต่อย่างใด
